Monday, 27 May 2019

เพิ่ม "พลังชีวิต" ด้วยจิต "พุทธคารวตา"


เพิ่มพลังชีวิตด้วยจิตพุทธคารวตา





 “นะโม พุทธัสสะ .... ชนะอีกแล้ว” ... เสียงร้องดีใจของเด็กชายตัวน้อยๆ เมื่อชนะการเล่นขลุบ (เป็นการเล่นโยนหินชนิดหนึ่ง) กับเพื่อนอีกคนที่อยู่วัยเดียวกัน

 “นายชนะตลอด ...  นายทำยังไงง่ะ”  เพื่อนผู้แพ้ตลอดถาม

 “ฉันนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ก่อนโยนหินน่ะ” เพื่อผู้ชนะตลอดตอบ

 “นายนึกยังไง บอกฉันมั่งได้ไหม”

 “ได้สิ .. นึกอย่างนี้นะ .. นะโม พุทธัสสะ   นึกอย่างนี้ทั้งวันทั้งคืน นายทำให้ได้นะ”

 เพื่อนผู้แพ้ตลอด ก็รับไปทำตาม ทำได้แค่ไหน ทำแล้วมาเล่นขลุบกับเพื่อนผู้ชนะตลอดอีกหรือเปล่า มิอาจทราบ เพราะที่บันทีกไว้ในประวัติศาสตร์ บอกไว้แค่นี้

 “พลังชีวิต” เชื่อว่าหลายท่านคงเคยได้ยินคำนี้ เพราะมีหนังสือประเภทพัฒนาตนเอง เขียนถึงเรื่องนี้เต็มแผง ต่างก็บอก Know How หลากหลาย แต่ก็มีที่คล้ายๆ กัน ก็คือ ให้นึกถึงบุคคล หรือ คำพูด ที่นึกแล้วทำให้มีพลังใจ ก็อะไรเล่าที่นึกแล้วจะมีพลังใจหรือพลังชีวิตเท่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย จริงไหม

 เรื่องราวของเด็กตัวน้อยๆ ยังไม่จบ




 ต่อมา บิดาของเด็กชายตัวน้อยๆ ผู้นี้ได้เทียมเกวียนเข้าป่า เมื่อถึงที่หมาย ก็ปล่อยโคให้ไปหาหญ้ากิน ปล่อยให้ลูกชายตัวน้อยๆ นั่งรออยู่ในเกวียน ส่วนผู้เป็นบิดาเข้าไปหาของป่า เมื่อได้ของป่ามาเต็มเกวียน ก็ไปตามหาโค แต่โคตัวดีได้เดินตามฝูงโคอีกฝูงเข้าเมืองไป ผู้เป็นบิดาก็เลยต้องเข้าเมืองไปตามหา หาเจอก็พากลับ แต่ประตูเมืองปิดเสียก่อน ปล่อยให้ลูกชายตัวน้อยๆ อยู่ที่เกวียนคนเดียว



 เด็กชายตัวน้อยๆ รอบิดาจนค่ำ ไม่เห็นกลับมาซักที ก็เริ่มง่วงแล้วก็หลับคาเกวียน จังหวะนั้นมีอมนุษย์ 2 ตน (ยักษ์ประเภทหนึ่ง) มาวนเวียนแถวเกวียนนั้น ตนหนึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ เห็นเด็กชายตัวน้อยๆ ก็นึกอยากกิน


 ภาพโดย Christian_Birkholz Pixabay
ภาพโดย Christian Bolkhalz จาก Pixabay

 “ฉันจะจับเด็กคนนี้เคี้ยวกินนะเพื่อน”

 “อย่าเลยเพื่อน” อมนุษย์อีกตนกล่าวห้าม เพราะตนเป็นสัมมาทิฏฐิ

 อมนุษย์มิจฉาทิฏฐิไม่ฟังคำทัดทาน เดินไปจับข้อเท้าเด็ก เด็กรู้สึกตัวก็พูดออกมาตามความคุ้นเคย “นะโม พุทธัสสะ”

 อมนุษย์มิจฉาทิฏฐิ ปล่อยมือจากข้อเท้าเด็กทันที เดินถอยไปหลายก้าวด้วยความกลัว

 “บอกแล้ว ไม่เชื่อ ต้องรีบทำคุณไถ่โทษนะ” อมนุษย์สัมมาทิฏฐิพูด

 อมนุษย์สัมมาทิฏฐิ จึงเข้าไปทำการอารักขาเด็กชายตัวน้อยๆ เพราะถือว่าตัวเองก็มีความผิด ที่ห้ามเพื่อนไม่ได้

 ส่วนอมนุษย์มิจฉาทิฏฐิ ทำคุณเยอะกว่านั้น คือนอกจากจะไม่กินเด็กเป็นอาหารแล้ว ยังต้องไปหาอาหารให้เด็กกินอีกด้วย จึงเข้าไปในเมือง ขโมยถาดทองของพระราชาพร้อมอาหารเต็มถาดมาถึงที่ ถึงแล้วก็ปลุกเด็กให้กินอาหาร เด็กชายตัวน้อยๆ นึกว่าบิดา มารดา เอาอาหารมาให้ เพราะตอนนั้นมันมืดๆ มองอะไรๆ ไม่ชัด ตัวเองก็ทั้งหิวทั้งง่วง  ก็กินด้วยความหิว พออิ่มก็นอนหลับสบาย ส่วนอมนุษย์ทั้งสอง ก็จารึกอักขระบอกเรื่องราวต่างๆ ในถาดทอง และอธิษฐานด้วยอานุภาพตน ว่าให้พระราชาเท่านั้นที่เห็น แล้วเฝ้าอารักขาเด็กชายตัวน้อยๆ ตลอดทั้งคืน

 ภาพโดย Pashminu Pixabay
ภาพโดย Pashminu Mansukhani จาก Pixabay

พอรุ่งเช้า ในเมืองก็โกลาหล เพราะถาดทองพระราชาหายไป หาทั้งเมืองไม่เจอ ก็ต้องออกตามหานอกเมือง มาเจอถาดทองในเกวียนเด็ก จึงเอาทั้งถาดทั้งเด็กไปเฝ้าพระราชา ส่วนบิดาและมารดาของเด็กทราบข่าว ก็ตามไปพบพระราชาเช่นกัน พร้อมกับบอกว่าตัวเองคือบิดาและมารดาของเด็ก

 พระราชาเห็นอักขระของอมนุษย์ในถาดทองก็ยังไม่ปลงพระทัยเชื่อ จึงถามเด็กเรื่องถาดทอง เด็กก็ตอบว่า “รู้แต่ว่าเมื่อคืน บิดามารดา เอาอาหารอร่อยๆ มาให้กิน นอกนั้นไม่รู้เรื่อง”

 พระราชารู้สึกอัศจรรย์ในพลังและอานุภาพของพุทธานุสสติ นอกจากจะทำให้ชีวิตน้อยๆ ก็เด็กคนนี้รอดปลอดภัยแล้ว ยังได้กินอาหารอร่อยๆ ของพระราชาจนอิ่มอีก

 ต่อมาพระราชาได้พาทั้งสามพ่อแม่ลูก ไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้แสดงธรรมโปรด จนสามพ่อแม่ลูกบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ต่อมาก็ออกบวชทั้งสามคน แล้วก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด





 จากเรื่องราวนี้ หากท่านใดที่รู้สึกพลังชีวิตเริ่มถดถอย ก็สามารถเพิ่มพลังชีวิตได้ด้วยจิตพุทธคารวตา คือ นึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยจิตที่เลื่อมใสทั้งวันทั้งคืน ส่วนท่านใดที่พลังชีวิตมากอยู่แล้ว ก็เพิ่มพลังชีวิตเพิ่มขึ้นได้อีก ด้วยจิตพุทธคารวตา เช่นเดียวกัน ให้ชีวิตรอดปลอดภัยก่อนนะ เดี๋ยวอะไรดีๆ จะตามมา เช่น ได้กินอาหารอร่อยๆ  เป็นต้น^^ ...

เรียบเรียงจาก พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม 1 ภาค 2 ตอน 4
โดย สิรภู
ขอบคุณวารสารเขาแก้วเสด็จ
Line@khaokaewsadet
FB: ศูนย์การศึกษาเขาแก้วเสด็จ จ.ปราจีนบุรี

ขอบคุณภาพจาก www.pixabay.com, www.dmc.tv

Thursday, 6 September 2018

ภัยพิบัติ...จะเกิดขึ้นไปถึงเมื่อไหร่?

ปกติเราจะเข้าใจว่า ภัยพิบัติด้วยไฟ จะรุนแรงกว่าภัยพิบัติด้วยน้ำ และภัยพิบัติด้วยน้ำจะรุนแรงกว่าภัยพิบัติด้วยลม นั่นคือภัยพิบัติแบบปกติธรรมดาๆ
แต่ถ้าได้ศึกษาพระไตรปิฎกถึง การสิ้นโลก หรือวิธีที่โลกจะถูกทำลาย หรือกัปวินาศ



โลกจะลูกทำลายด้วยไฟ ที่เรียกว่าไฟบรรลัยกัลป์ ติดกัน 7 ครั้ง ครั้งที่ 8 จะถูกทำลายด้วยน้ำ เรียกว่าน้ำบรรลัยกัลป์ 1 ครั้ง และเมื่อวนครบ 8 รอบ คือถูกทำลายด้วยไฟ 56 ครั้ง ด้วยน้ำ 7 ครั้ง ครั้งที่ 64 จะถูกทำลายด้วยลม เรียกว่าว่า ลมบรรลัยกัลป์ 1 ครั้ง
เมื่อกัปถูกทำลายด้วยไฟ ทั้งโลกและสวรรค์ต่างถูกทำลายจนหมด ลามไปจนถึงพรหมโลกอีก 5 ชั้น
เมื่อกัปถูกทำลายด้วยน้ำ ทั้งโลกและสวรรค์ต่างถูกทำลายจนหมด ลามไปจนถึงพรหมโลกอีก 8 ชั้น
เมื่อกัปถูกทำลายด้วยลม ทั้งโลกและสวรรค์ต่างถูกทำลายจนหมด ลามไปจนถึงพรหมโลกอีก 9 ชั้น
แสดงว่า ทั้งไฟ น้ำ และลม เป็นทั้งไฟหยาบไฟละเอียด น้ำหยาบน้ำละเอียด ลมหยาบลมละเอียด จึงสามารถทำลายได้ทั้งของหยาบและของละเอียด และลมรุนแรงกว่าน้ำ น้ำรุนแรงกว่าไฟ




เมื่อวานดูข่าววาตภัยในญี่ปุ่นที่สามารถพัดรถให้ลอยได้ พัดตึกให้โค่นได้ เลยนึกถึงลมบรรลัยกัลป์ ที่ตำราว่าไว้ว่า สามารถพัดเอาภูเขาให้ลอยขึ้นมากระแทกกัน จนแตกละเอียดเป็นผุยผง เลยพอจะเข้าใจว่า ถ้าลมมันแรงกว่าพายุที่ญี่ปุ่นซักล้านเท่า ก็อาจจะพัดหอบเอาภูเขาลอยขึ้นมาได้จริงๆ



มนุษย์ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็ไม่อาจต้านทานได้กับภัยธรรมชาติ ถ้าเขาจะเอาจริง
และเบื้องหลังภัยธรรมชาติทั้งหมด ก็ล้วนเกิดมาจากมวลรวมพลังบาปของมนุษย์นั่นเอง ที่ต่างช่วยกันทำสะสมฝากเอาไว้บนโลกใบนี้ เมื่อใดที่มีปริมาณมากพอ เขาก็จะปันผลให้ทีนึง ใครฝากไว้เยอะ ก็รับปันผลเยอะ ใครทำไว้น้อยก็รับปันผลน้อย
สะสมบุญก็รับดอกเบี้ยบุญ สะสมบาปก็รับดอกเบี้ยบาป ดอกของใครก็ของคนนั้น ไม่อยากรับก็ต้องรับ มันเป็นกฏของธนาคารบุญ ธนาคารบาปเขานะครับผม

ขอขอบคุณ 
โพสต์จากเฟซบุค Somchet Mhin Jearanaisilpa
วิดิโอข่าวจาก The Guardian
ภาพข่าวจาก AP/Reuter


ขอเชิญชวนสั่งสมบุญด้วยการสวดมนต์บทธัมมจักกัปปวตนสูตร รักษาศีล เจริญภาวนา เพื่อเป็นเสบียงบุญที่เพิ่มพูนในทุก ๆ วันนะคะ



และการอยู่ท่ามกลางคนดี ก็จะทำให้เรามีความปลอดภัย หน้าที่กัลยาณมิตรจึงสำคัญ พรรษานี้ชวนคนทำความดีและสั่งสมบุญกันค่ะ




Tuesday, 31 July 2018

สาเหตุภัยพิบัติที่กล่าวไว้ในคัมภีร์พุทธศาสนา


        ในช่วงนี้ หลาย ๆ ประเทศในโลกประสบกับปัญหาภัยพิบัติมากมายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ น้ำท่วม ไฟป่า พายุ และคลื่นความร้อน ภัยพิบัติอันเกิดจากธรรมชาตินั้นมีความต่อเนื่อง รุนแรง และแพร่กระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก เดือนกรกฎาคม 2561 มีภัยพิบัติเกิดขึ้นมากมาย ในหลากหลายประเทศ อาทิ เช่น ญี่ปุ่น กรีซ ลาว เมียนมาร์ สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย ประเทศในยุโรป อินเดีย รวมถึง ไทยเราด้วย
       หากจะศึกษาถึงสาเหตุ ในทางวิทยาศาสตร์ก็ได้มีการศึกษาหาข้อมูล สามารถพยากรณ์อากาศเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ร้ายต่างๆ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่สามารถรู้ได้ทันที่จะช่วยชีวิตคนทั้งหมดให้รอดจากภัยพิบัติได้


น้ำท่วมประเทศญี่ปุ่น
ไฟป่าประเทศกรีซ


 พายุ


       สำหรับในพุทธศาสนานั้น ได้มีคำสอนในเรื่องภัยพิบัติไว้อย่างละเอียดและน่าสนใจทีเดียว ซึ่งชาวพุทธและบุคคลทั่วไปน่าศึกษาไว้ 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสเล่าถึงยุคที่มนุษย์มีจิตใจตกต่ำถึงขีดสุด จนทำให้เกิดภัยพิบัติอันน่าสะพรึงกลัว 3 รูปแบบคือ

1.ไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก มีสาเหตุมาจากกิเลสตระกูลโทสะของมนุษย์ ยุคใดที่มนุษย์มีโทสะมาก โลกก็จะร้อนขึ้นเรื่อย ๆจนถึงจุดหนึ่งจะเกิดไฟบรรลัยกัลป์ที่เผาทำลายโลกมนุษย์ แล้วลุกลามไปยังสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น และรูปพรหมอีก 3 ชั้น จนมอดไหม้หมดสิ้น




2น้ำบรรลัยกัลป์ล้างโลก มีสาเหตุมาจากกิเลสตระกูลราคะของมนุษย์ ยุคใดที่มนุษย์มีความโลภมาก มีราคะเกิดขึ้นท่วมท้น ถึงจุดหนึ่งจะเกิดน้ำบรรลัยกัลป์ล้างโลก สามารถทำลายล้างนับตั้งแต่โลกมนุษย์ สวรรค์ทั้ง 6 ชั้น จนถึงรูปพรหมอีก 6 ชั้นจนหมดสิ้น

 ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง 2012


3ลมบรรลัยกัลป์ล้างโลก มีสาเหตุมาจากกิเลสตระกูลโมหะของมนุษย์ ยุคใดที่มนุษย์มีความลุ่มหลงมัวเมา ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ จะเกิดลมบรรลัยกัลป์ล้างโลก ซึ่งมีอำนาจทำลายล้างยิ่งกว่าไฟและน้ำ สามารถพัดทำลายโลกมนุษย์ ตลอดจนสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น จนถึงรูปพรหมอีก 9 ชั้น จนหมดสิ้น

 พายุทอร์นาโด


        นี่คือภัยพิบัติ ที่บังเกิดขึ้นในยุคที่ไม่อาจเยียวยาแก้ไขสิ่งใดได้แล้ว ส่วนเรานั้นยังโชคดีที่เกิดมาในยุคที่พระพุทธศาสนายังดำรงอยู่ จึงได้รู้ว่าภัยพิบัติที่ดูเผินๆ เหมือนภัยธรรมชาติที่เกิดจากน้ำ ลม ไฟนี้ แท้จริงเกิดจากกิเลสในใจคน ดังนั้นการแก้ไขภัยพิบัติจึงต้องเริ่มที่จิตใจคน

       ในครั้งพุทธกาล เมื่อเกิดภาวะผิดปกติ เช่น เกิดภัยแล้วฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือเกิดเหตุทุกข์ภัยต่าง ๆ พระราชาจะนำชาวเมืองทั้งหมดนุ่งขาวห่มขาว รักษาศีล และสวดมนต์เจริญภาวนาอย่างต่อเนื่อง 7 วัน 7 คืน หรือจนกระทั่งเหตุการณ์ค่อยๆ คลี่คลาย จนในที่สุดฝนฟ้ากลับมาตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารกลับมาอุดมสมบูรณ์ นี่คือสิ่งที่บัณฑิตนักปราชญ์ในกาลกาลก่อนได้กระทำเป็นต้นแบบ




        คนรุ่นใหม่ที่ได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ อาจคิดว่าเป็นเพียงนิทาน แต่ขอให้ลองพิจารณาดูว่า บรรยากาศโลกของเราจะเป็นอย่างไร ถ้าทุกคนอยู่ในศีลในธรรม ตั้งใจทำความดี สิ่งแวดล้อมย่อมได้รับการดูแล สรรพสิ่งย่อมกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล

ขอเพียงเราเริ่มต้นที่ตัวของเราเองก่อน แล้วชักชวนผู้คนรอบข้าง ให้พลังความดีขยายวงกว้างออกไป เราจะพบว่า ภัยพิบัติธรรมชาติมิใช่เหตุสุดวิสัย แต่สามารถป้องกันและแก้ไขได้ ด้วยการร่วมแรงร่วมใจกันทำความดี




       เมื่อรู้ดังนี้แล้ว ขอเชิญชวนกันมาสวดมนต์บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร และบทอื่นๆ เพื่อให้จิตใจที่รุ่มร้อนจากกิเลสนั้น ได้สงบเย็น เป็นการเติมบุญกุศลแก่ตัวเรา และโลกใบนี้ เพื่อให้พ้นจากภัยพิบัติ หรือแม้มีเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวเกิดขึ้น ก็ขอให้บุญกุศลได้คุ้มครองความปลอดภัย ให้เราได้อยู่ในความสงบสุข และรักษาโลกใบนี้ไว้ให้ลูกหลานของเราต่อไปด้วย


ขอบพระคุณบทความจาก พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ, ดร.