ปกติเราจะเข้าใจว่า ภัยพิบัติด้วยไฟ จะรุนแรงกว่าภัยพิบัติด้วยน้ำ และภัยพิบัติด้วยน้ำจะรุนแรงกว่าภัยพิบัติด้วยลม นั่นคือภัยพิบัติแบบปกติธรรมดาๆ
แต่ถ้าได้ศึกษาพระไตรปิฎกถึง การสิ้นโลก หรือวิธีที่โลกจะถูกทำลาย หรือกัปวินาศ
โลกจะลูกทำลายด้วยไฟ ที่เรียกว่าไฟบรรลัยกัลป์ ติดกัน 7 ครั้ง ครั้งที่ 8 จะถูกทำลายด้วยน้ำ เรียกว่าน้ำบรรลัยกัลป์ 1 ครั้ง และเมื่อวนครบ 8 รอบ คือถูกทำลายด้วยไฟ 56 ครั้ง ด้วยน้ำ 7 ครั้ง ครั้งที่ 64 จะถูกทำลายด้วยลม เรียกว่าว่า ลมบรรลัยกัลป์ 1 ครั้ง
เมื่อกัปถูกทำลายด้วยไฟ ทั้งโลกและสวรรค์ต่างถูกทำลายจนหมด ลามไปจนถึงพรหมโลกอีก 5 ชั้น
เมื่อกัปถูกทำลายด้วยน้ำ ทั้งโลกและสวรรค์ต่างถูกทำลายจนหมด ลามไปจนถึงพรหมโลกอีก 8 ชั้น
เมื่อกัปถูกทำลายด้วยลม ทั้งโลกและสวรรค์ต่างถูกทำลายจนหมด ลามไปจนถึงพรหมโลกอีก 9 ชั้น
แสดงว่า ทั้งไฟ น้ำ และลม เป็นทั้งไฟหยาบไฟละเอียด น้ำหยาบน้ำละเอียด ลมหยาบลมละเอียด จึงสามารถทำลายได้ทั้งของหยาบและของละเอียด และลมรุนแรงกว่าน้ำ น้ำรุนแรงกว่าไฟ
เมื่อวานดูข่าววาตภัยในญี่ปุ่นที่สามารถพัดรถให้ลอยได้ พัดตึกให้โค่นได้ เลยนึกถึงลมบรรลัยกัลป์ ที่ตำราว่าไว้ว่า สามารถพัดเอาภูเขาให้ลอยขึ้นมากระแทกกัน จนแตกละเอียดเป็นผุยผง เลยพอจะเข้าใจว่า ถ้าลมมันแรงกว่าพายุที่ญี่ปุ่นซักล้านเท่า ก็อาจจะพัดหอบเอาภูเขาลอยขึ้นมาได้จริงๆ
มนุษย์ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็ไม่อาจต้านทานได้กับภัยธรรมชาติ ถ้าเขาจะเอาจริง
และเบื้องหลังภัยธรรมชาติทั้งหมด ก็ล้วนเกิดมาจากมวลรวมพลังบาปของมนุษย์นั่นเอง ที่ต่างช่วยกันทำสะสมฝากเอาไว้บนโลกใบนี้ เมื่อใดที่มีปริมาณมากพอ เขาก็จะปันผลให้ทีนึง ใครฝากไว้เยอะ ก็รับปันผลเยอะ ใครทำไว้น้อยก็รับปันผลน้อย
สะสมบุญก็รับดอกเบี้ยบุญ สะสมบาปก็รับดอกเบี้ยบาป ดอกของใครก็ของคนนั้น ไม่อยากรับก็ต้องรับ มันเป็นกฏของธนาคารบุญ ธนาคารบาปเขานะครับผม
ขอขอบคุณ
โพสต์จากเฟซบุค Somchet Mhin Jearanaisilpa
วิดิโอข่าวจาก The Guardian
ภาพข่าวจาก AP/Reuter
ขอเชิญชวนสั่งสมบุญด้วยการสวดมนต์บทธัมมจักกัปปวตนสูตร รักษาศีล เจริญภาวนา เพื่อเป็นเสบียงบุญที่เพิ่มพูนในทุก ๆ วันนะคะ
และการอยู่ท่ามกลางคนดี ก็จะทำให้เรามีความปลอดภัย หน้าที่กัลยาณมิตรจึงสำคัญ พรรษานี้ชวนคนทำความดีและสั่งสมบุญกันค่ะ











